ช่วงนี้แทบไม่ได้อัพบล็อคเลย กำลังจะกลายเป็นบล็อครายเดือนหรือรายสองเดือนไปซะแล้ว ความจริงที่เป็นแบบนี้ก็เพราะหลังพ้นช่วงงานเยอะไป ก็ต้องมาฝึกงานต่อทันที เลยไม่ค่อยได้มีเวลามาอัพมากนักครับ
 
ผมเห็นว่าหลาย ๆ คนในเอกซ์ทีน หรือวัยรุ่นหลาย ๆ คนตอนนี้คิดอยากจะเขียนการ์ตูนกัน ก็เลยอยากเอาเรื่องที่ได้จากการฝึกงานมาเล่าสู่กันฟังครับ เผื่อจะเป็นประโยชน์อะไรบ้าง เพราะสถานที่ที่ผมได้ไปฝึกงานก็คือที่ Cartoonthai Studio (เรียกย่อ ๆ ว่าการ์ตูนไทย) ที่สยามอินเตอร์ครับ =w= /
 
คณะของผมเมื่อถึงช่วงรอยต่อระหว่างปี 3 กับ 4 จะต้องไปฝึกงานช่วงปิดเทอม แล้วผมเองก็ไม่รู้จะไปสมัครที่ไหนดี บลิสก็ปิดตัวไปแล้ว มองไปมองมาในบ้านก็มีแต่สยามอินเตอร์นี่แหละที่มีหนังสือของเขาอยู่เยอะ ก็เลยไปติดต่อขอสมัครเป็นเด็กฝึกงาน กะว่าถ้าไม่ได้เป็นผู้ช่วยนักเขียนก็เป็นเด็กฝึกงานในกองละกัน แต่กว่าจะได้ฝึกต้องเทียวไปเทียวมาเอางานวาดที่เราวาดเก็บ ๆ เอาไว้ไปให้ดูอยู่สองสามรอบ ตอนไปหาครั้งแรก ๆ นี่โคตรตื่นเต้นเลย แต่สุดท้ายก็ผ่านจนได้
 
มาฝึกงานที่นี่ส่วนใหญ่แล้วก็ไม่ค่อยมีงานอะไรเท่าไรหรอกครับ มักเป็นงานจิปาถะทั่ว ๆ ไปอย่างช่วยจัดของ เดินเอกสารนิดหน่อย หรือช่วยงานกอง บก. เล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ได้ทำเป็นหลักจริง ๆ ก็คือการช่วยปรู๊ฟหรือพิสูจน์อักษรครับ เพราะอย่างนี้แหละถึงได้เห็นว่าคนไทยเราใช้ภาษาผิดกันเยอะน่าดู ต้องมาช่วยนั่งแก้ให้มันถูกต้อง แต่ก็มีบ้างที่หลุดรอดสายตาไปได้เพราะนั่งปรู๊ฟแล้วมันชวนให้ตาลายยิ่งนัก แต่ก็เป็นงานที่สนุกมากเลยล่ะครับ
 
แล้วการไปฝึกงานครั้งนี้ก็เป็นครั้งแรกที่ผมได้นั่งเขียนการ์ตูนอย่างจริง ๆ จัง ๆ เริ่มจากสตอร์รี่บอร์ดเลย เพราะพี่ในกอง บก. บอกว่าระหว่างฝึกก็ลองเขียนมาสักเรื่องดูจะได้มีอะไรทำ ดีกว่านั่งว่าง ๆ และจะได้มีผลงานด้วย หลังจากเปลี่ยน (ตามใจตัวเอง) อยู่สองรอบก็ไปลงตัวกับเรื่องแนว 4 ช่องจบเกี่ยวกับจอมมารและผู้กล้ามากกว่าเพราะดันคิดมุขได้เยอะแถมเขียนง่ายกว่าแนวสืบสวนซะอีก ทีนี้หลังจากเขียนจบก็ต้องเอาไปให้เขาดู ถ้าผ่านก็ดีไป แต่ถ้าโดนบอกให้เขียนเรื่องใหม่มานี่คงเจ็บน่าดู (ฮา)
 
ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีครับกับการได้เขียนการ์ตูน เลยได้รับรู้ว่ามันเขียนลำบากเหลือเกิน มีหลายทีเลยที่นั่งอืดเพราะหัวตันคิดอะไรไม่ออกเนี่ย แต่ได้นั่งคุยกับพี่ ๆ ในกอง บก. แล้วสนุกมาก โดยเฉพาะ บก. ซีคิดส์ที่แวะมาเยี่ยมเยียนที่ห้องบ่อย ๆ ผมว่าพี่แกฮาที่สุดในบรรดาคนที่ผมเจอระหว่างฝึกงานละ
 
ระหว่างนี้ผมก็ได้รู้ว่าตัวเองสนุกกับการเขียนการ์ตูนเหมือนกัน และได้รู้ด้วยว่าภาพของผมยังมีจุดบกพร่องตรงไหน เลยต้องกลับมานั่งลอกรูปอีกครั้ง ก็กะว่าจะพยายามทำให้สม่ำเสมอเท่าที่จะทำได้ล่ะนะ
 
สิ่งที่ผมเห็นชัด ๆ และประทับใจมากตอนได้ไปฝึกงานที่นี่คือ ถึงตอนทำงานจะดูชิลเพราะสมาชิกกอง บก. ทุกคนวาดการ์ตูนและคุยเรื่องสัพเพเหระไปด้วย แต่ถ้าเป็นเรื่องการผลิตการ์ตูนล่ะก็ ที่นี่จริงจังนะครับ และผมก็เห็นชัดเวลาที่มีคนเอางานมาเสนอนี่แหละ ตอนที่ผมไปฝึกก็มีเด็กวัยรุ่นราว ๆ ม.ต้น (เด็กสุดที่เจอคือ ม.2) ไปจนถึงระดับมหา'ลัยที่เอางานมาเสนอกันเยอะ เพราะงั้นเรื่องที่ผมจะเล่าก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเขียนการ์ตูนและการเสนอต้นฉบับครับว่ามีอะไรควรทำไม่ควรทำบ้าง เผื่อใครมาอ่านอยากเอางานไปเสนอจะได้ทำถูก (เพราะทางกองเจอคำถามซ้ำ ๆ ผ่านทางเฟซบุ๊คเยอะจนผมเห็นใจเลย)
 
 
 
 
 
- สำหรับมือใหม่ถอดด้ามอยากจะเอางานไปเสนอ
 
ถ้าหากคุณไม่ใช่นักเขียนมีชื่อหรือเคยมีผลงานกับทางการ์ตูนไทยมาก่อน แต่เป็นมือใหม่ถอดด้ามคิดจะเอางานไปเสนอเป็นครั้งแรก ขอให้เขียนเรื่องสั้นไปครับ เพราะถ้าหากเรายังเป็นมือใหม่อยู่ แต่เอางานเรื่องยาวไปเสนอ ก็จะได้รับคำตอบว่า "น้องไปลองเขียนเรื่องสั้นมาให้ดูก่อนนะ" แน่นอนครับ เป็นเรื่องปกติเหมือนอย่างใน Bakuman ที่กว่า อาชิโรกิ มุโตะ จะได้แจ้งเกิดก็ต้องเขียนเรื่องสั้นส่งไปครั้งแล้วครั้งเล่านั่นแหละครับ
 
ที่ให้เขียนเรื่องสั้นไม่ใช่ว่าจะแกล้งหรือสกัดดาวรุ่งนะ แต่มันมีเหตุผลอยู่
 
การเขียนเรื่องสั้นนั้นมันเป็นการทดสอบของฝ่าย บก. เพื่อจะดูว่านักเขียนคนนี้มีความสามารถมากแค่ไหน เพราะการวาดการ์ตูนหนึ่งเรื่องไม่ใช่แค่วาดภาพสวยแล้วจะผ่านหรือเรียกได้ว่าเป็นมืออาชีพแล้ว สิ่งสำคัญยิ่งกว่าภาพสวยก็คือการใช้ภาพเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในเรื่องต่างหากครับ ในการเขียนการ์ตูนหนึ่งเรื่องมีทั้งการวางกรอบ ลำดับเหตุการณ์ การเล่าเรื่องและเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น แสดงบุคลิก ลักษณะ นิสัย การกระทำ สีหน้าของตัวละคร ความเป็นเหตุเป็นผลในเหตุการณ์ บทสนทนา ยังมีเรื่องการใช้มุมกล้อง ระยะภาพ การใช้ภาพเพื่อสื่อความหมาย นักเขียนต้องใช้ทั้งหมดนี้ในการขับเคลื่อนการ์ตูนเพื่อให้คนอ่านอ่านสนุกและรู้เรื่องไม่รู้สึกขัดแย้งกัน และเรื่องสั้นจะเป็นการพิสูจน์ความสามารถทั้งหมดของเราครับ
 
เรื่องสั้นหรือเรื่องจบในตอนนั้นเทียบกับเรื่องยาวแล้วถือว่าทำง่ายกว่ามากเพราะความซับซ้อนจะน้อยกว่า ตัวละครมีไม่มาก ควบคุมทิศทางของเรื่องราวได้ และเป็นการเขียนเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบจึงไม่ค่อยจะลืมรายละเอียดสำคัญระหว่างเขียนมากนัก และกอง บก. จะพิจารณางานได้ง่ายกว่าเรื่องยาวที่ต้องอาศัยเวลาในการอ่านและพิจารณา ซึ่งทางกอง บก. ไม่ได้ว่างขนาดนั้น (แต่ละคนนอกจากเขียนการ์ตูนแล้วยังมีงานจิปาถะต้องทำอย่างการพิสูจน์อักษร พิจารณาต้นฉบับ และงานสำนักพิมพ์รออยู่เป็นกองพะเนิน)
 
สำหรับเรื่องสั้นอาจมีปัญหาที่ไม่รู้จะเขียนอะไร ผมแนะนำว่าให้เขียนเรื่องที่มันไม่ซับซ้อนเข้าไว้จะดีที่สุดครับ หรือเรื่องแนววันไอเดีย ที่มีความคิดหนึ่งขึ้นมาแล้วเอามาขยายเป็นพล็อตหนึ่งเรื่องสั้น ๆ เพื่อส่งก็ได้ครับ หรือไม่ก็ลองหาคำคมเจ๋ง ๆ คำพูดโดน ๆ มาสักอันหนึ่งแล้วเอาคำนั้นมาเป็นบรรทัดฐานขยายออกมาเป็นพล็อตเรื่องและเขียนเป็นเรื่องราวก็ได้ (อันนี้ผมทำบ่อยเวลาเขียนนิยาย แต่เพิ่งเอามาเขียนการ์ตูนก็คราวนี้เนี่ยแหละ)
 
 
 
 
 
 
 
- ตัวต้นฉบับที่จะนำเสนอ
 
หลังจากมีเรื่องที่จะเขียนแล้ว ก็เขียนเรื่องนั้นแหละครับส่งไป กฎข้อบังคับสำหรับการทำต้นฉบับคือ ตีกรอบแต่ละด้านจากขอบเข้ามาด้านละ 2 ซม. เพื่อเป็นพื้นที่ทำงาน ส่วนที่เว้นไว้ด้านนอกนั้นเผื่อเอาไว้กรณีตัดตกในขั้นตอนการพิมพ์และเผื่อไว้กรณีต้องวาดออกนอกกรอบเพื่อให้สัดส่วนของตัวละครหรือภาพสมดุลครับ เรื่องนี้สำคัญมากขออย่าให้ลืมเด็ดขาด
 
ต้นฉบับที่นำไปเสนอต้องเป็นต้นฉบับที่เสร็จเรียบร้อยแล้วนะครับ ตัดเส้น ลงสกรีน เสร็จแล้ว ใส่คำพูดเสร็จแล้วด้วยยิ่งดี ถ้าหากมีการแต่งภาพภายในคอมด้วยเช่นใส่คำพูดหรือใส่สกรีนในคอม ก็ไรต์ลงแผ่นซีดี (ดีวีดีก็ได้ เอามันสักอย่าง) แล้วพกติดตัวไปด้วยพร้อมต้นฉบับครับจะได้เอาไปยื่นให้เขาดูได้ แต่แนะนำว่าให้เอาต้นฉบับเสร็จสมบูรณ์เป็นหน้ากระดาษที่ตัดเส้น ใส่สกรีน ใส่ตัวเสียง ใส่คำพูดเสร็จแล้วเอาไปให้จะดีที่สุดครับเพราะมันจะพิจารณาต้นฉบับง่ายกว่ามาก
 
ผมขอย้ำอีกครั้งว่าถ้านำงานไปเสนอต้องเป็นงานที่เสร็จเรียบร้อยแล้วนะครับ พวกที่ยังเป็นเส้นดินสออยู่หรือยังไม่ได้ลงรายละเอียดอะไรนี่อย่าเอาไป เพราะว่าเมื่อถึงเวลาพิจารณาต้นฉบับแล้วทางกอง บก. ติตรงไหนไป มันจะเกิดความคิดแย้งขึ้นมาในใจ "ก็มันยังไม่เสร็จนี่หว่า" ขึ้นมาทำให้เกิดอคติและไม่ฟังคำแนะนำที่จะปรับปรุงต้นฉบับให้ดีขึ้นครับ
 
 
 
 
- เล็ก ๆ น้อย ๆ บนตัวต้นฉบับ
 
 
งานเกี่ยวกับสื่อสิ่งพิมพ์เป็นงานประณีตที่ต้องใส่ใจทุกรายละเอียด (จะเรียกว่าจู้จี้หรือเรื่องมากก็ได้) เพราะมันเป็นงานที่ถ้ามีจุดผิดนิดเดียวมันจะเห็นทันทีและทำให้คุณค่าของงานตกลงได้ครับ คือ... อย่างน้อยคนอ่านเห็นมันก็รู้สึกขัดตาแน่ ๆ ล่ะ ผมจะไม่ขอพูดถึงด้านตัวเนื้อหาหรือลักษณะของตัวละคร แต่จะพูดถึงเกี่ยวกับลักษณะการอ่านของคนเรานะครับ
 
โดยปกติ คนไทยเราจะอ่านหนังสือจากซ้ายไปขวา บนลงล่าง ดังนั้นเวลาเรียงกรอบคำพูดหรือกรอบในการเขียนการ์ตูนต้องคำนึงถึงเรื่องนี้เป็นจุดแรกเสมอ เพราะลำดับการอ่านนั้นเป็นส่วนหนึ่งของการเล่าเรื่องด้วย เวลาคุยกันถ้าเล่าสลับกันไม่ปะติดปะต่อคนฟังก็ไม่รู้เรื่อง การเขียนการ์ตูนก็เหมือนกันครับ ต้องเรียงลำดับกรอบและช่องคำพูดตามลักษณะการอ่านของคนอ่าน เรื่องนี้ศึกษาได้ง่าย ๆ ด้วยการหยิบการ์ตูนมาดูสักเล่มเป็นแนวทางครับ (เป็นการ์ตูนที่เปิดอ่านตามแบบไทยได้ยิ่งดี เพราะจะเห็นชัด) ถ้าลำดับกรอบและช่องคำพูดให้อ่านได้ง่ายคนอ่านก็จะอ่านได้ลื่นไหลไม่สะดุดครับ มันส่งผลถึงความสนุกที่เกิดจากความต่อเนื่องในการอ่านด้วยครับ
 
เรื่องภาษาในการ์ตูนก็สำคัญเช่นกัน ปกติแล้วการ์ตูนจะใช้ภาษาพูดเป็นหลักเพื่อให้ออกมาใกล้เคียงกับเสียงพูดของคนเรามากที่สุด เพราะคำที่ปรากฎในช่องคำพูดแต่ละช่องนั้นถือเป็น Dialogue หรือบทสนทนา แต่ถึงจะบอกว่าเป็นภาษาพูด ก็ไม่อนุญาตให้ใช้พวกภาษาวิบัติหรือภาษาอินเตอร์เน็ตมากเกินไป (ถ้าใช้เล่นมุขตลกนิดหน่อยก็ยังพอกล้อมแกล้ม) ส่วนใหญ่จะยึดความถูกต้องตามหลักภาษาควบคู่ไปด้วย เวลาเขียนต้นฉบับเลยอยากให้คำนึงถึงเรื่องพวกนี้เอาไว้ด้วย ตรงไหนที่ผิดทางฝ่ายพิสูจน์อักษรจะช่วยแก้ให้อีกทีหนึ่ง
 
(แอบบ่นนิดนึง เรื่องการใช้คำว่า คะ ค่ะ จ๊ะ จ้ะ นี่เห็นใช้ผิดกันเต็มเลย สงสัยจะเป็นเรื่องยากจริงนะเนี่ย)
 
รายละเอียดบนตัวภาพเองก็สำคัญ อย่างเช่นเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายหรือฉากหลัง อย่างน้อยที่สุดฉาก ตัวละคร และเนื้อเรื่องต้องไม่ขัดกัน เช่น ถ้าเขียนเกี่ยวกับโรงเรียนในไทย แน่นอนว่าโรงเรียนในไทยคงไม่มีเครื่องแบบกระโปรงมินิสเกิร์ต + ถุงเท้าคลุมเข่าแน่นอน หรืออย่างฉากหลังก็ควรยึดถือจากของจริงในไทย อย่างเช่นสภาพบ้านเรือนที่เป็นตึกซะเยอะ หรือเสาไฟฟ้าที่ควรจะเป็นแบบเหลี่ยม เพราะแบบกลมมันเป็นเสาไฟฟ้าของญี่ปุ่น อย่างนี้เป็นต้น แต่ถ้าเขียนแนวแฟนตาซีในอีกโลกหนึ่งก็ต้องคำนึงถึงฉากและเสื้อผ้าด้วยว่ามันไม่ขัดกัน หรือถ้าขัดกันก็น่าจะมีเหตุผลรองรับอยู่บ้างไม่ใช่มาลอย ๆ เพราะอยากวาด อันนี้มันผิดสังเกตเกินไปครับ
 
รายละเอียดต่าง ๆ ที่ปรากฎในเรื่อง อย่างเช่นความสามารถของตัวละคร โลกทัศน์ภายในเรื่อง หรือองค์ประกอบสำคัญเกี่ยวกับโลกในเรื่องควรอธิบายให้คนอ่านเข้าใจด้วยภาพหรือบทสนทนาด้วย เพราะเวลาอ่านการ์ตูนถ้าเกิดคำถามขึ้นมา คนอ่านจะไปถามนักเขียนเลยไม่ได้เพราะเขาไม่ได้นั่งอยู่ข้าง ๆ ด้วย เพราะงั้นควรคำนึงถึงเรื่องนี้เอาไว้อีกอย่าง ถ้าหากรายละเอียดมันมีเยอะ ก็อธิบายแบบนิดหน่อยเท่าที่ใช้ในเรื่องก็ได้ ไม่จำเป็นต้องอธิบายรายละเอียดยิบย่อยทั้งหมดออกมาเพราะมันอาจเป็นการยัดเยียดมากเกินจำเป็นเอาก็ได้
 
ในส่วนของเนื้อเรื่องหรือพฤติกรรมของตัวละครนี่พูดยากครับ เพราะมันมีหลายเคสมาก ถ้าอยากรู้ว่าต้องแก้ยังไงต้องไปให้กอง บก. เขาพิจารณาดูครับ
 
 
 
 
 
 
-การเข้าไปเสนองาน
 
อยากบอกนิดนึง เวลาไปเสนองานไม่ต้องพาเพื่อนไปเยอะนะครับ (ไม่พาไปยิ่งดี) เพราะห้องมันแคบ(จริง ๆ) แล้วมันก็เป็นการรบกวนคนในกองที่กำลังทำงานอยู่ด้วย การเสนอต้นฉบับถ้าหากใครอยู่ใกล้ ๆ กรุงเทพฯ แนะนำให้ไปหาด้วยตัวเองจะดีกว่า ที่ซอยลาดพร้าว 48 ข้างโรงเรียนพิบูลย์อุปถัมภ์ครับ นั่งวินมอเตอร์ไซค์ บอกเขา "ไปสยามอินเตอร์" แค่สิบบาทก็ถึงแล้วครับ แต่ถ้าใครบ้านไกลอยู่ต่างจังหวัดอะไรประมาณนั้น ส่งต้นฉบับที่เสร็จเรียบร้อยแล้วไปทางอีเมล์ก็ได้ครับ เพียงแต่อาจตอบช้าหน่อยนะเพราะมีคนส่งทางเมล์เยอะมาก ถ้าอยากได้คำวิจารณ์ดี ๆ จริง ๆ ล่ะก็ ไปหาและคุยกันตัวต่อตัวนี่แหละดีที่สุดครับ
 
 
ไป ๆ มา ๆ เหมือนจะกลายเป็น How to เอางานไปเสนอยังไงก็ไม่รู้แฮะ (ฮาาา) แต่ก็หวังว่าจะมีประโยชน์สำหรับคนที่อยากจะเอางานไปเสนอที่นี่นะครับ เพราะจุดเด่นของการ์ตูนไทยสตูดิโอคือการให้อิสระกับนักเขียนนี่แหละ ตอนนี้ผมเองก็กำลังพยายามเขียนเร่องให้ได้สักเร่องเผื่อไปเสนออยู่
 
ใครที่มีความฝันอะไรก็เริ่มลงมือทำนะครับ ยิ่งเริ่มเร็วยิ่งได้เปรียบ ส่วนใครที่ยังไม่มีความฝันหรือไม่รู้ว่าตัวเองชอบอะไร ลองทำอะไรหลาย ๆ อย่างดูนะครับ บางทีเรื่องที่ตัวเองไม่สนใจหรือคิดว่าน่าเบื่อ หรือเคยคิดว่าตัวเองทำไม่ได้ อาจเป็นเรื่องที่ตัวเองชอบจริง ๆ ก็ได้ อย่างผมที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะได้เขียนการ์ตูน ตอนนี้ก็เริ่มเขียนการ์ตูนเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาจนได้
 
ขอความสำเร็จอยู่กับท่านครับ

Comment

Comment:

Tweet

เป็นประสบการณ์ทีดีและละเอียดยิบทีเดียวครับ
Hot! Hot! Hot! Hot!  ฝึกงานยังดี ตอนนี้ทำงานแล้วแอทบไม่เหลือเวลาให้วาดรูปเลยละขรั่บ

#6 By Code-Catte on 2012-06-03 12:18

สุดยอดดดด นึกภาพตามบาคุมังแล้วตัวสั่นเบาๆ

Hot! Hot! Hot!

#5 By GOD on 2012-06-03 11:31

Hot! Hot! Hot! Hot!
ผมตอนนี้ก็เริ่มอยากเป็นนักเขียนการ์ตูนแล้วครับ เวลาวาดรู้สึกสนุกกว่าเขียนเปล่าๆ
แล้วผมชอบสร้างโลกที่ตัวละครมันประหลาดๆ เขียนออกมาก็อธิบายไม่ถูก ผมใช้อักษรอธิบายได้ไม่ดีเท่าไหร่ 5555confused smile

#4 By TaNBaBa on 2012-06-03 06:56

ขออ่านไว้เป็นแนวทางนะคะ
มีความคิดว่าอยากจะส่งผลงานเหมือนกันค่ะ
 
Hot! Hot! Hot!

#3 By !~Christy~! on 2012-06-03 01:01

Hot! Hot! Hot!

#2 By วิหคสีคราม on 2012-06-02 22:44

เป็นประสบการณ์ที่ดีมากเลยค่ะ ได้รู้อะไรเยอะเลยbig smile

#1 By * K R E T I S * on 2012-06-02 22:35